ข้ามไปยังเนื้อหา

พื้นที่สาธารณะ

มิถุนายน 10, 2011

วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 31 ฉบับที่ 1608

นิธิ เอียวศรีวงศ์

พื้นที่สาธารณะ

แม้ ใครๆ ก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่เอาเข้าจริง เราทุกคนต่างใช้ชีวิตกว่าครึ่งอยู่นอกบ้าน และเกือบครึ่งของชีวิตนอกบ้านนั้นใช้อยู่ในพื้นที่สาธารณะ

นี่ว่าเฉพาะพื้นที่ทางกายภาพนะครับ หากรวมพื้นที่อันเป็นนามธรรมเข้าไปด้วย เกือบทั้งชีวิตเราล้วนอยู่ในพื้นที่สาธารณะเป็นส่วนใหญ่

เรยา ทำให้เราร่วมกันวิพากษ์ถกเถียงถึงความดี-ความชั่ว มาตรฐานกุลสตรีไทย, ความเปลี่ยนแปลง ฯลฯ เราร่วมกันระทึกว่าประชาธิปัตย์จะกลับมาหรือไม่ แม้ระทึกกันไปคนละทางก็ตาม เราร่วมกันไขว่คว้าหาและแสดงตัวตนของเราด้วยการส่งเอสเอ็มเอสไปบอกทีวีว่า บ้านเราอากาศดี

ปราศจากพื้นที่เชิงนามธรรมเหล่านี้ อย่าว่าแต่ชาติไทยเลย สังคมไทยก็ไม่มี

แต่ในที่นี้ผมขอพูดถึงพื้นที่ทางกายภาพเป็นหลัก เพราะเห็นได้ชัดดี

ใน หมู่บ้านสมัยโบราณสืบมาจนไม่นานมานี้เอง มีพื้นที่สาธารณะอยู่ทั่วไป วัด, บ่อน้ำ, ป่าใกล้บ้าน, ศาลปู่ตา, โรงเรียน (สมัยเริ่มแรกมี), ท้องนาหลังเก็บเกี่ยว, ฯลฯ

ว่ากันที่จริงแล้ว พื้นที่สาธารณะกับพื้นที่ส่วนตัวในหมู่บ้านสมัยโบราณคาบเกี่ยวกันอย่างมาก เช่น ใต้ถุนเรือนมักเปิดให้คนเดินผ่านได้ ท้องนาหลังเก็บเกี่ยวแล้ว คนอื่นอาจเอางัวควายมาเลี้ยงหรือต้อนผ่าน เด็กๆ ขุดหากบเขียดและแมงอีนูนได้ เป็นต้น

แม้ใครๆ ก็มีสิทธิ์ใช้พื้นที่สาธารณะได้ แต่ก็ไม่ได้ใช้อย่างอิสระเสรีตามใจตัวเอง เพราะทุกพื้นที่สาธารณะ (รวมพื้นที่สาธารณะที่เป็นนามธรรมด้วย) ล้วนมีกฎเกณฑ์กำกับอยู่ทั้งสิ้น ในสมัยโบราณผู้กำกับอาจเป็นผีซึ่งพอจะเจรจาต่อรองกันได้บ้างเป็นกรณีๆ ไป (เช่น ขอษมาลาโทษ) แต่ในสมัยปัจจุบันเป็นกฎหมาย, ระเบียบข้อบังคับ, ประเพณี, การลงทัณฑ์ทางสังคมที่รุนแรง (เช่น รุมประณามผ่านสื่อ) อันเป็นผีที่มีอำนาจมากกว่าผีโบราณมาก เพราะหมายตัวไม่ได้ จึงไม่รู้ว่าจะไปประกอบพิธีขอสมากับใคร

กฎเกณฑ์เหล่านี้ใครตั้งขึ้น?

คำตอบก็คือ ทุกฝ่ายที่ร่วมใช้พื้นที่สาธารณะนั้น ซึ่งอาจออกมาในรูปของจารีตประเพณีในสมัยโบราณ เพราะวิถีชีวิตคนเปลี่ยนอย่างช้าๆ สิ่งที่ตกลงกันมาในอดีตก็ยังใช้ได้สืบมาอีกนาน แต่ในขณะเดียวกัน ผมอยากเตือนไว้ด้วยว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้เกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองด้วย อาจไม่ใช่ในรูปที่มานั่งโต๊ะเจรจากัน แต่ความจำเป็นทำให้ต้องมีการฝ่าฝืนบ่อย ในที่สุดก็อาจปรับเปลี่ยนกฎโดยประนีประนอมความต้องการอย่างใหม่เข้ามาระดับ หนึ่ง

ผมขอยกตัวอย่างบ่อน้ำซึ่งทุกคนในหมู่บ้านใช้อาบกิน มักมีกฎเกณฑ์กำกับเพื่อความสะอาด เช่น ห้ามลงไปในบ่อ หรือทิ้งสิ่งโสโครกลงบ่อ หากใครฝ่าฝืนก็มีโทษตามประเพณี เช่น ต้องล้างบ่อและเสียค่าปรับ เป็นต้น ถึงไม่ระบุไว้แน่ชัด แต่ทั้งบ่อน้ำและท่าสาธารณะ มักจะแยกเวลาอาบน้ำระหว่างหญิง-ชาย เช่น ผู้หญิงอาบก่อนตอนบ่ายแก่ๆ ผู้ชายอาบเอาเย็น เป็นต้น เพื่อสะดวกในการขัดสีฉวีวรรณได้ทั่วถึงของทั้งสองเพศ ทั้งหญิงและชายอายที่จะไปอาบน้ำผิดเวลา เพราะส่อเจตนาที่ก่อให้เกิดการนินทาว่าร้ายได้

แต่พื้นที่สาธารณะเหล่านี้ก็หายไปเมื่อประเทศผ่านการพัฒนามากขึ้น วัดซึ่งเคยเป็นของชาวบ้าน ถูกองค์กรศาสนาซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐยึดเอาไป อำนาจของชาวบ้านที่จะเข้าไปตั้งกฎเกณฑ์การใช้ประโยชน์จากพื้นที่วัดค่อยๆ ลดลง จนไม่เหลืออยู่เลยในเขตเมือง บ่อน้ำสาธารณะถูกทิ้ง เพราะน้ำประปามาถึงบ้าน และต่างนิยมแก้ผ้าอาบน้ำในห้องน้ำส่วนตัวมากกว่า ศาลปู่ตาและป่าถูกทำลายลง ฯลฯ

ความสัมพันธ์ในเชิงชุมชนลดความสำคัญลงเรื่อยๆ ในขณะที่ความสัมพันธ์เชิงสังคมมีความสำคัญมากขึ้น นับวันคนรู้สึกตัวว่าเป็นสมาชิกของสังคมไทยมากกว่าของชุมชนใกล้บ้าน พื้นที่สาธารณะซึ่งชุมชนเคยร่วมกันตั้งกฎเกณฑ์ จึงหายไปหรือหมดความสำคัญลง พื้นที่สาธารณะใหม่เข้ามามีบทบาทแทน เช่น โรงเรียน (ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดและเสาธง), ศาลาประชาคมซึ่งเป็นสมบัติของรัฐ ภายใต้ความดูแลของกำนันหรือนายอำเภอ, ร้านกาแฟซึ่งเป็นของโก, ช็อปปิ้งในร้านสะดวกซื้อหรือร้านโรงสินค้า, รับรู้ข่าวสารจากหนังสือพิมพ์หรือทีวีวิทยุซึ่งเป็นของเสี่ยต่างๆ เช่นเดียวกับช็อปปิ้งในร้านโกดังหรือร้านสะดวกซื้อ, เดินไปตามถนนของเทศกิจ ฯลฯ

พื้นที่สาธารณะเหล่านี้ล้วนมีกฎเกณฑ์กำกับอยู่ทั้งสิ้น ไม่ต่างจากพื้นที่สาธารณะในหมู่บ้านโบราณ แต่เป็นกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้ร่วมกันตั้งขึ้นเอง อีกทั้งไม่เหลืออำนาจต่อรองกับกฎเกณฑ์ที่ตัวไม่ได้ตั้งขึ้นเอาเลย

ผู้ที่ตั้งกฎเกณฑ์พื้นที่สาธารณะในปัจจุบันก็คือรัฐและทุน ต่างมีอำนาจล้นเหลือในการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ตนตั้งขึ้นไว้ในพื้นที่สาธารณะ เหล่านี้

ดังที่ผมกล่าวเป็นนัยยะไว้ในตอนต้นแล้วว่า ชุมชนก็ตาม สังคมก็ตาม เกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีพื้นที่สาธารณะ ทั้งพื้นที่ในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เพราะปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์นั้น ส่วนใหญ่ล้วนเกิดในพื้นที่สาธารณะ ถึงนั่งดูข่าวทีวีในบ้านตัวเอง แต่ที่จริง กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคมอยู่ ทีวีหรือสื่อจึงเป็นพื้นที่สาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่งในสังคมสมัยใหม่ แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าเป็นพื้นที่ซึ่งถูกรัฐและทุนควบคุมกำกับอย่างหนาแน่น ประชาชนเป็นเพียงผู้ดูที่มีบทบาท ได้แค่เพียงส่งเอสเอ็มเอสไร้สาระให้วิ่งใต้จอเท่านั้น

ที่ว่าคนไทยมองการเมืองเหมือนดูมวย ก็ในชีวิตจริงเราเป็นได้แค่ผู้ดูเท่านั้นจริงๆ นี่ครับ ไหนๆ จะดูกันแล้ว ก็อยากให้มันต่อยกันให้ดูมากกว่า เพราะสนุกดี ตัวการเมืองเองก็เป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งมีรัฐและทุนกำกับอย่างหนาแน่นไม่ต่างจากทีวี

แม้ว่ารัฐและทุนเข้ามากำกับควบคุมพื้นที่สาธารณะมานานแล้ว แต่เราก็อยู่กันมาได้โดยไม่เดือดร้อนนัก ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุผลสองอย่างเป็นอย่างน้อย

อย่างแรกก็คือ พื้นที่สาธารณะแบบเก่าซึ่งเรามีส่วนในการกำหนดกฎเกณฑ์ยังพอเหลืออยู่บ้าง โดยเฉพาะในชนบท เช่น ตลาดไม่ใช่ที่ของพ่อค้าแม่ค้าไว้ขายของเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านยังใช้ตลาดทำอะไรอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น เรี่ยไรเงิน, พบปะเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารและนินทา, และทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการซื้อขายได้อีกมาก วัดก็ยังเป็นที่จัดงานรื่นเริงที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาโดยตรง และแม่งานก็ยังเป็นชาวบ้านมากกว่าผู้ที่สัมปทานการจัดงานไปจากวัด

อย่างที่สองก็คือ พื้นที่สาธารณะซึ่งเกิดใหม่ยังไม่มีประโยชน์ต่อชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ เช่น ทีวีจะรายงานข่าวอะไรก็ไม่เกี่ยวกับชาวบ้าน ในขณะที่ชาวบ้านเองยังมีเวทีสำหรับการต่อรองอื่นๆ ที่ไม่ใช่ทีวีอีกแยะ

แต่บัดนี้สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว พื้นที่สาธารณะแบบเก่าที่ชาวบ้านมีส่วนในการวางกำหนดกฎเกณฑ์และกำกับได้ อันตรธานไปเกือบหมดแล้ว ชีวิตเปลี่ยนไป ผู้คนเข้ามาอยู่ในตลาดกลาง นับตั้งแต่ขายแรงงานไปจนถึงขายสินค้าบริการต่างๆ จำเป็นต้องมีพื้นที่สาธารณะที่ตัวสามารถใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในทางสังคม, เศรษฐกิจ และการเมือง

ทำให้ต้องเข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะในเงื่อนไขที่อาจจะขัดกับกฎเกณฑ์ซึ่งรัฐ และทุนวางเอาไว้ เช่น ระดมคนไปซื้อน้ำมันพืชเกินกำหนดที่ร้านวางเอาไว้ ก็ต้องใช้ในการขายอาหารจะให้ซื้อแค่สองขวดได้อย่างไร

การแหกกฎ, การดื้อแพ่ง, การหลบเลี่ยงกฎ, การประท้วงกฎ ฯลฯ ในพื้นที่สาธารณะจึงเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ไม่ใช่เพราะคนไทยหัวดื้อนะครับ แต่เพราะกฎเกณฑ์ที่กำกับการใช้พื้นที่สาธารณะล้วนเป็นกฎเกณฑ์ที่รัฐและทุน ตั้งขึ้นตามอำเภอใจ เพื่อประโยชน์เฉพาะตนเท่านั้น

สิ่งที่ เราคาดหวังว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของสังคมเช่นนี้ ก็น่าจะเป็นการทบทวนกฎเกณฑ์การใช้พื้นที่สาธารณะ และการเปิดกว้างให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามากำหนดกฎเกณฑ์การใช้ร่วมกันให้มากขึ้น

แต่กลับเป็นตรงกันข้าม เรากลับเห็นความพยายามของรัฐและทุนที่จะกีดกันคนอื่นออกไปจากการกำหนดกฎ เกณฑ์การใช้พื้นที่สาธารณะ กทม. จะยกคนเดินถนนขึ้นไปลอยฟ้า เพื่อทำให้ตลาดของหาบเร่แผงลอยเล็กลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนทางเท้าซึ่งอยู่นอกกฎเกณฑ์ไม่สามารถทำได้ กทม. ห้ามใช้สนามหลวงสำหรับการอื่นใด นอกจากฉลองพระชนมายุครบ 7 รอบ ทั้งๆ ที่สนามหลวงเคยเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐและทุนเข้ามาใช้จำนวนมาก

สี่แยกราชประสงค์ถูกสมมติว่าเป็นพื้นที่สำหรับทุนโดยเฉพาะ แม้แต่การชุมนุมเพื่อเริ่มขบวนฉลองครบรอบ 1 ปี การล้อมปราบของรัฐก็ไม่ควรทำ

รัฐออกกฎหมายการชุมนุม เพื่อทำให้การใช้พื้นที่สาธารณะทางการเมืองเป็นอำนาจอนุมัติของรัฐ ไม่ใช่สิทธิพลเมือง

สื่อทุกชนิดโดยเฉพาะสื่อออนไลน์กำลังถูกแทรกแซงควบคุมอย่างหนัก เพราะนี่เป็นพื้นที่สาธารณะใหม่ที่รัฐและทุนยังเข้าไปยึดหมดไม่ได้ เช่นเดียวกับทีวีทั้งออนไลน์และดาวเทียม

กล่าวซ้ำอีกครั้ง หนึ่ง ไม่มีพื้นที่สาธารณะก็ไม่มีสังคม สังคมไทยกำลังเปลี่ยนมาสู่จุดที่ต้องการพื้นที่สาธารณะ อีกอย่างหนึ่งคือพื้นที่สาธารณะที่ทุกฝ่ายเข้าไปร่วมกำหนดกฎเกณฑ์การใช้ร่วม กัน ถ้าพื้นที่อย่างนี้ไม่เกิด สังคมไทยก็จะพบความสมานฉันท์ได้ยาก

เพราะสมานฉันท์ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่เป็นผลมาจากการประนีประนอม การประนีประนอมก็เกิดขึ้นได้จากการมีพื้นที่สาธารณะสำหรับการต่อรองอย่าง เท่าเทียมกัน

About these ads

From → Nidhi, Weekly

ความเห็นถูกปิด

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: